ศีล 311 ข้อ(ภิกษุณี)

posted on 30 Apr 2012 15:27 by unasaturno
ศีลของภิกษุณี บางส่วนก็คือเหมือนกับศีล 227 ข้อของพระสงฆ์ กล่าวคือนำของพระภิกษุมาใช้ 181 ข้อ มีของตนเองเพิ่มขึ้นมา 130 ข้อ รวมเป็น 311 ข้อ
 
โดยมีกำหนดเงื่อนไขต่างหาก คือ
ข้อปฏิบัติของภิกษุณี ๘ ประการ (ครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทา)
ครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทา คือ เงื่อนไขอย่างเข้มงวด ๘ ประการ ที่ภิกษุณีจะต้องปฏิบัติตลอดชีวิตอันได้แก่

๑. ต้องเคารพภิกษุแม้จะอ่อนพรรษากว่า
๒. ต้องไม่จำพรรษาในวัดที่ไม่มีภิกษุ
๓. ต้องทำอุโบสถและรับโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน
๔. เมื่อออกพรรษาต้องปวารณาตนต่อภิกษุและภิกษุณีอื่นให้ตักเตือนตน
๕. เมื่อต้องอาบัติหนัก ต้องรับมานัต (รับโทษ) จากสงฆ์สองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณี ๑๕ วัน
๖. ต้องบวชจากสงฆ์ทั้งสองฝ่าย หลังจากเป็น *สิกขามานา เต็มแล้วสองปี
๗. จะด่าว่าค่อนแคะภิกษุไม่ได้
๘. ห้ามสอนภิกษุเด็ดขาด
*สิกขามานา แปลว่า ผู้ศึกษา สตรีที่จะบวชเป็นภิกษุณีต้องเป็นนางสิกขามานา ก่อน ๒ ปี
 
พระภิกษุณีต้องถือศีล ๓๑๑ ข้ออันได้แก่

ศีล ๓๑๑ ข้อที่เป็นวินัยของภิกษุณีสงฆ์ ทำผิดถือว่าเป็นอาบัติ สามารถแบ่งออกได้เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นรุนแรงจนกระทั่งเบาที่สุดได้ดังนี้ ได้แก่
ปาราชิก มี ๘ ข้อ
สังฆาทิเสส มี ๑๗ ข้อ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี ๓๐ ข้อ (อาบัติที่ต้องสละสิ่งของว่าด้วยเรื่องจีวร ไหม บาตร อย่างละ ๑๐ ข้อ)
ปาจิตตีย์ มี ๑๖๖ ข้อ (ว่าด้วยอาบัติที่ไม่ต้องสละสิ่งของ)
ปาฏิเทสนียะ มี ๘ ข้อ (ว่าด้วยอาบัติที่พึงแสดงคืน)
เสขิยะ มี ๗๕ ข้อ (ข้อที่ภิกษุณีพึงศึกษาเรื่องมารยาท) แบ่งเป็น
อธิกรณสมถะ มี ๗ ข้อ (ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์)
รวมทั้งหมดแล้ว ๓๑๑ ข้อ ผิดข้อใดข้อหนึ่งถือว่าต้องอาบัติ การแสดงอาบัติสามารถกล่าวกับพระภิกษุณีรูปอื่นเพื่อเป็นการแสดงตนต่อความผิด ได้ แต่ถ้าถึงขั้นปาราชิกก็ต้องสึกอย่างเดียว

๐ ปาราชิก มี 8 ข้อได้แก่

๑. เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวผู้ (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)
๒. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย)
๓. พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน)หรือแสวงหาศาสตราอันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์
๔. กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)
๕. นางภิกษุณีมีความกำหนัดยินดีการลูบ, การคลำ, การจับ, การต้อง, การบีบ, ของชายผู้มีความกำหนัด เบื้องบนตั้งแต่ใต้รากขวัญ๑ลงไป เบื้องต่ำตั้งแต่เข่าขึ้นมา
๖.นางภิกษุณีรู้ว่านางภิกษุณีอื่นต้องอาบัติปาราชิก ไม่โจทด้วยตนเอง ไม่บอกแก่หมู่คณะ ต้องอาบัติปาราชิก.
๗.นางภิกษุณีประพฤติตามภิกษุที่สงฆ์สวดประกาศยกเสียจากหมู่ เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทำคืน ไม่ทำตนให้เป็นสหายกับพระธรรม พระวินัย คำสอนของพระศาสดา. นางภิกษุณีนั้น อันสงฆ์พึงตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือนชี้แจง ถ้าสวดประกาศครบ ๓ ครั้ง ยังไม่ละเลิก ต้องอาบัติปาราชิก.
๘. นางภิกษุณีที่เป็นคณะเดียวกัน ๖ รูป ประพฤติตนไม่สมควร มียินดีการจับมือบ้าง การจับชายสังฆาฏิของบุรุษบ้าง ยืนกับบุรุษบ้าง พูดจากับเขาบ้าง นัดหมายกับเขาบ้าง ยินดีการมาตามนัดหมายของเขาบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายให้เขาเพื่อเสพอสัทธรรมบ้าง พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาราชิกแก่นางภิกษุณีผู้ประพฤติเช่นนั้น.

๐ สังฆาทิเสส มี ๑๗ ข้อ ถือเป็นความผิดหากทำสิ่งใดต่อไปนี้

๑.นางภิกษุณีฟ้องความกับคฤหบดี บุตรคฤหบดี ทาส กรรมกร หรือแม้โดยที่สุดกับสมณะนักบวช ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
๒.นางภิกษุณีรู้อยู่ รับสตรีซึ่งเป็นโจร อันคนทั้งหลายรู้ว่ามีโทษประหาร ให้อยู่ (ให้บวช) โดยไม่บอกเล่า พระราชา, สงฆ์, คณะ, หมู่, พวก เว้นแต่ผู้ที่สมควร (คือบวชในลัทธิอื่นแล้ว หรือบวชในสำนักนางภิกษุณีอื่นอยู่แล้ว) ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
๓.นางภิกษุณีแต่ลำพังผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้านก็ตาม, ข้ามแม่น้ำก็ตาม, ค้างคืนก็ตาม, ล้าหลังแยกจากหมู่ (ในการเดินทาง) ก็ตาม ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
๔.นางภิกษุณีไม่บอกกล่าวสงฆ์ผู้ทำการ ไม่รู้ฉันทะ (ไม่ได้รับความยินยอม) ของคณะ เปลื้องโทษ นางภิกษุณีที่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกเสียจากหมู่ ตามธรรม ตามวินัย ตามสัตถุศาสนา ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
๕.นางภิกษุณีมีความกำหนัด รับของเคี้ยวของฉันจากมือบุรุษผู้มีความกำหนัด ด้วยมือของตนมาเคี้ยว มาฉัน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
๖.นางภิกษุณีผู้พูดจูงใจให้ย่อหย่อนพระวินัยต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
๗. ห้ามกล่าวาจา บอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เมื่อโกรธเคือง และเมื่อกล่าวไปแล้ว ให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือน ถ้าครบ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๘.ห้ามติเตียนภิกษุณีว่านางภิกษุณีทั้งหลาย ลุแก่อคติ ๔ และให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือน ถ้าครบ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๙.ห้ามรวมกลุ่มกันประพฤติเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี เบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดความชั่วของกันและกันและให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือน ถ้าครบ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
๑๐.ห้ามนางภิกษุณี กล่าวกะนางภิกษุณีที่ถูกสงฆ์สวดประกาศตักเตือนถ้ามีใครขืนทำ ให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน ถ้าไม่ฟัง ให้สวดประกาศเตือน ครบ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่ละเลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
๑๑.ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการของอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิงขายบริการ
๑๒. แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
๑๓. แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
๑๔. ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน
๑๕. เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน
๑๖. เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง ๓ ครั้ง
๑๗. ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์

๐ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี ๓๐ ข้อ ถือเป็นความผิดได้แก่

๑. ห้ามสะสมบาตร
๒. ห้ามอธิษฐานจีวรนอกกาลและแจกจ่าย
๓. ห้ามชิงจีวรคืนเมื่อแลกเปลี่ยนกันแล้ว
๔. ห้ามขอของอย่างหนึ่งแล้วขออย่างอื่นอีก
๕. ห้ามสั่งซื้อของกลับกลอก
๖. ห้ามจ่ายของผิดวัตถุประสงค์เดิม
๗. ห้ามขอของมาจ่ายแลกของอื่น
๘. ห้ามพูดติเตียนเมื่อถูกลงโทษโดยธรรม
๙. ห้ามขอของของคณะมาจ่ายแลกของอื่น
๑๐. ห้ามขอของบุคคลมาจ่ายแลกของอื่น
๑๑. ห้ามขอผ้าห่มหนาวเกินราคา
๑๒. ห้ามขอผ้าห่มฤดูร้อน เกินราคา
๑๓. เก็บจีวรที่เกินความจำเป็นไว้เกิน ๑๐ วัน
๑๔. อยู่โดยปราศจากจีวรแม้แต่คืนเดียว
๑๕. เก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกินกำหนด ๑ เดือน
๑๖. ขอจีวรจากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่จีวรหายหรือถูกขโมย
๑๗. รับจีวรเกินกว่าที่ใช้นุ่ง เมื่อจีวรถูกชิงหรือหายไป
๑๘. พูดทำนองขอจีวรดีๆ กว่าที่เขากำหนดจะถวายไว้แต่เดิม
๑๙. พูดให้เขารวมกันซื้อจีวรดีๆ มาถวาย
๒๐. ทวงจีวรจากคนที่รับอาสาเพื่อซื้อจีวรถวายเกินกว่า ๓ ครั้ง
๒๑. รับเงินทอง
๒๒. ซื้อขายด้วยเงินทอง
๒๓. ซื้อขายโดยใช้ของแลก
๒๔. ขอบาตร เมื่อบาตรเป็นแผลไม่เกิน ๕ แห่ง
๒๕. เก็บเภสัช ๕ (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) ไว้เกิน ๗ วัน
๒๖. แสวงและทำผ้าอาบน้ำฝนไว้เกินกำหนด ๑ เดือนก่อนหน้าฝน
๒๗. ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วชิงคืนในภายหลัง
๒๘. ขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร
๒๙. กำหนดให้ช่างทอทำให้ดีขึ้น
๓๐. น้อมลาภสงฆ์มาเพื่อให้เขาถวายตน

- ปาจิตตีย์ มี ๑๖๖ ข้อได้แก่

๑.ห้ามฉันกระเทียม
๒.ห้ามนำขนในที่แคบออก ที่แคบได้แก่ ขนรักแร่ และช่องให้กำเนิด
๓.ห้ามใช้ฝ่ามือตบกันด้วยความกำหนัด
๔.ห้ามใช้สิ่งที่ทำด้วยยางไม้(คำว่า ยางไม้ กินความถึงไม้, แป้ง, ดินเหนียว โดยที่สุด แม้ใบบัว) ใส่ในช่องให้กำเนิด
๕.ห้ามชำระ(ช่องให้กำเนิด)ลึกเกิน ๒ ข้อนิ้ว
๖.ห้ามเข้าไปยืนถือน้ำและพัดในขณะที่ภิกษุกำลังฉัน
๗.ห้ามทำการหลายอย่างกับข้าวเปลือกดิบ (นางภิกษุณีผู้ขอเอง, ใช้ให้ขอ, ฝัดเอง, ใช้ให้ฝัด, ตำเอง, ใช้ให้ตำ ซึ่งข้าวเปลือกดิบ. หุงต้มเอง ใช้ให้หุงต้ม ฉันข้าวนั้น หรือการฉันข้าวที่ตนทำเองต้องอาบัติ)
๘.ห้ามทิ้งของนอกฝานอกกำแพง
๙.ห้ามทิ้งของเช่นนั้นลงบนของเขียวสด
๑๐.ห้ามไปดูฟ้อนรำขับร้อง
๑๑.ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่มืด
๑๒.ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่ลับ
๑๓.ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่แจ้ง
๑๔.ห้ามทำเช่นนั้นในที่อื่นอีก (ทำเช่นนั้น คือ ภิกษุณี กับบุรุษสองต่อสอง ยืนอยู่บ้าง สนทนากันบ้าง กระซิบที่หูกันบ้าง ส่งนางภิกษุณีที่เป็นเพื่อนไปเสียบ้าง ในถนนรกบ้าง ในถนนตันบ้าง (ถนนเช่นนี้ เข้าทางไหนต้องออกทางนั้น) ในทางแยกบ้าง)
๑๕. ห้ามเข้าบ้านผู้อื่นแล้วเวลากลับไม่บอกลา
๑๖. ห้ามนั่งนอนบนอาสนะโดยไม่บอกเจ้าของบ้านก่อน
๑๗. ห้ามปูลาดที่นอนในบ้านโดยไม่บอกเจ้าของบ้าน
๑๘. ห้ามติเตียนผู้อื่นไม่ตรงกับที่ฟังมา
๑๙. ห้ามสาปแช่งด้วยเรื่องนรกหรือพรหมจรรย์
๒๐. ห้ามทำร้ายตัวเองแล้วร้องไห้
๒๑. ห้ามเปลือยกายอาบน้ำ
๒๒. ห้ามทำผ้าอาบน้ำยาวใหญ่เกินประมาณ
๒๓. ห้ามพูดแล้วไม่ทำ
๒๔. ห้ามเว้นการใช้ผ้าซ้อนนอกเกิน ๕ วัน(หมายเหตุ : ตามธรรมดานางภิกษุณีมีผ้าสำหรับใช้ประจำ ๕ ผืน คือ ๑. สังฆาฏิ (ผ้าซ้อนนอก สำหรับใช้เมื่อหนาว) ๒. อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) ๓. อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) ๔. สังกัจฉิกะ (ผ้ารัดหรือผ้าโอบ) ๕. อุทกสาฏิกา (ผ้าอาบน้ำ). พิจารณาดูตามสิกขาบทนี้ เป็นเชิงห้าม เว้นการใช้ผ้าซ้อนนอก คือสังฆาฏิอย่างเดียว แต่ในคำอธิบายท้ายสิกขาบท ขยายความเป็นว่า เว้นผืนใดผืนหนึ่งใน ๕ ผืน เกิน ๕ วันไม่ได้ คำว่า เว้น คือไม่นุ่งไม่ห่มหรือไม่ตากแดด).
๒๕. ห้ามใช้จีวรสับกับของผู้อื่น
๒๖. ห้ามทำอันตรายลาภจีวรของสงฆ์
๒๗. ห้ามยับยั้งการแบ่งจีวรอันเป็นธรรม
๒๘. ห้ามให้สมณจีวรแก่คฤหัสถ์หรือนักบวช
๒๙. ห้ามทำให้กิจการชะงักด้วยความหวังลอย ๆ
๓๐. ห้ามคัดค้านการเพิกถอนกฐินที่ถูกธรรม
๓๑. ห้ามนอนบนเตียงเดียวกันสองรูป
๓๒. ห้ามใช้เครื่องปูลาดและผ้าห่มร่วมกันสองรูป
๓๓. ห้ามแกล้งก่อความรำคาญแก่นางภิกษุณี
๓๔. ห้ามเพิกเฉยเมื่อศิษย์ไม่สบาย
๓๕. ห้ามฉุดคร่านางภิกษุณีออกจากที่อยู่
๓๖. ห้ามคลุกคลีกับคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี
๓๗. ห้ามเดินทางเปลี่ยวตามลำพัง
๓๘. ห้ามเดินทางเช่นนั้นนอกแว่นแคว้น
๓๙. ห้ามเดินทางภายในพรรษา
๔๐. ห้ามอยู่ประจำที่เมื่อจำพรรษาแล้ว
๔๑. ห้ามไปดูพระราชวังและอาคารอันวิจิตร เป็นต้น
๔๒. ห้ามใช้อาสันทิและบัลลังก์
๔๓. ห้ามกรอด้าย
๔๔. ห้ามรับใช้คฤหัสถ์
๔๕. ห้ามรับปากแล้วไม่ระงับอธิกรณ์
๔๖. ห้ามให้ของกินแก่คฤหัสถ์ เป็นต้น ด้วยมือ
๔๗. ห้ามใช้ผ้านุ่งสำหรับผู้มีประจำเดือนเกิน ๓ วัน
๔๘. ห้ามครอบครองที่อยู่เป็นการประจำ
๔๙. ห้ามเรียนติรัจฉานวิชชา
๕๐. ห้ามสอนติรัจฉานวิชชา
๕๑. ห้ามเข้าไปในวัดที่มีภิกษุโดยไม่บอกล่วงหน้า
๕๒. ห้ามด่าหรือบริภาษภิกษุ
๕๓. ห้ามบริภาษภิกษุณีสงฆ์
๕๔. ห้ามฉันอีกเมื่อรับนิมนต์หรือเลิกฉันแล้ว
๕๕. ห้ามพูดกีดกันภิกษุณีอื่น
๕๖. ห้ามจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ
๕๗. ห้ามการขาดปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย
๕๘. ห้ามการขาดรับโอวาทและการขาดการอยู่ร่วม
๕๙. ห้ามการขาดถามอุโบสถและการไปรับโอวาท
๖๐. ห้ามให้บุรุษบีบฝี ผ่าฝี เป็นต้น
๖๑. ห้ามให้บวชแก่หญิงมีครรภ์
๖๒. ห้ามให้บวชแก่หญิงที่ยังมีเด็กดื่มนม
๖๓. ห้ามให้บวชแก่นางสิกขมานาซึ่งศึกษายังไม่ครบ ๒ ปี
๖๔. ห้ามให้บวชแก่นางสิกขมานาที่สงฆ์ยังมิได้สวดสมมติ
๖๕. ห้ามให้บวชแก่หญิงที่มีสามีแล้ว แต่อายุยังไม่ถึง ๑๒
๖๖. ห้ามให้บวชแก่หญิงเช่นนั้นอายุครบ ๑๒ แล้ว (หมายความถึงตามข้อ 65) แต่ยังมิได้ศึกษา ๒ ปี
๖๗. ห้ามให้บวชแก่หญิงเช่นนั้นที่ศึกษา ๒ ปีแล้ว(หมายความถึงตามข้อ 65) แต่สงฆ์ยังมิได้สวดสมมติ
๖๘. ห้ามเพิกเฉยไม่อนุเคราะห์ศิษย์ที่บวชแล้ว
๖๙. ห้ามนางภิกษุณีแยกจากอุปัชฌายะ คือไม่ติดตามครบ ๒ ปี
๗๐. ห้ามเพิกเฉยไม่พาศิษย์ไปที่อื่น
๗๑. ห้ามให้บวชแก่หญิงสาวที่อายุไม่ครบ ๒๐ ปี(หมายเหตุ : พึงสังเกตว่า หญิงที่มีสามีแล้ว อายุครบ ๑๒ จะบวชเป็นนางภิกษุณี ต้องเป็นนางสิกขมานาศึกษาอยู่อีก ๒ ปี จนอายุครบ ๑๔ ปีบริบูรณ์แล้ว จึงบวชเป็นนางภิกษุณีได้แต่ถ้ายังมิได้สามี ต้องอายุครบ ๒๐ จึงบวชได้. แต่ก่อนจะบวชเป็นนางภิกษุณี จะต้องเป็นนางสิกขมานา ๒ ปี ทุกรายไป. ฉะนั้น หญิงที่ประสงค์จะบวชเป็นนางภิกษุณี เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จะต้องบวชเป็นสามเณรีและเป็นนางสิกขมานาก่อนอายุครบ เพื่อไม่ต้องยึดเวลาเป็นนางสิกขมานาเมื่ออายุครบแล้ว)
๗๒. ห้ามบวชหญิงที่อายุครบ แต่ยังมิได้ศึกษาครบ ๒ ปี
๗๓. ห้ามบวชหญิงที่ศึกษาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ
๗๔. ห้ามเป็นอุปัชฌาย์เมื่อพรรษาไม่ครบ ๑๒
๗๕. ห้ามเป็นอุปัชฌาย์โดยที่สงฆ์มิได้สมมติ
๗๖. ห้ามรับรู้แล้วติเตียนในภายหลัง
๗๗. ห้ามรับปากว่าจะบวชให้ แล้วกลับไม่บวชให้
๗๘. ห้ามรับปากแล้วไม่บวชให้ในกรณีอื่น
๗๙. ห้ามบวชให้นางสิกขมานาที่ประพฤติไม่ดี
๘๐. ห้ามบวชให้นางสิกขมานาที่มารดาบิดาหรือสามีไม่อนุญาต
๘๑. ห้ามทำกลับกลอกในการบวช
๘๒. ห้ามบวชให้คนทุกปี
๘๓. ห้ามบวชให้ปีละ ๒ คน
๘๔. ห้ามใช้ร่มใช้รองเท้า เว้นแต่จะไม่สบาย
๘๕. ห้ามไปด้วยยาน เว้นแต่ไม่สบาย
(หมายเหตุ : ทั้งสองสิกขาบทนี้ เห็นได้ว่าเพื่อมิให้ถูกติว่าเลียนแบบคฤหัสถ์ เป็นการบัญญัติตามกาลเทศ และสิ่งแวดล้อม. ตกมาถึงสมัยนี้ ความรังเกียจคงเปลี่ยนแปลงไป. สิกขาบทเหล่านี้ จึงคงอยู่ในประเภทที่ทรงอนุญาตไว้ก่อนปรินิพพานว่า ถ้าจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยก็ถอนได้ เป็นการเปิดทางให้กาลเทศะ แต่พระสาวกสมัยสังคายนาเห็นว่า ถ้าปล่อยให้ถอนกันตามชอบใจ จะยุ่งกันใหญ่ คืออาจจะไปถอนสิกขาบทที่สำคัญเข้า แต่เห็นเป็นไม่สำคัญ ฉะนั้น ท่านจึงสวดประกาศห้ามถอน เป็นการใช้อำนาจสงฆ์สั่งการ เช่นนั้น).
๘๖.ห้ามใช้ผ้าหยักรั้ง
๘๗.ห้ามใช้เครื่องประดับกายสำหรับหญิง
๘๘. ห้ามอาบน้ำหอมและน้ำมีสี
๘๙. ห้ามอาบน้ำด้วยแป้งงาอบ
๙๐. ห้ามให้นางภิกษุณีทาน้ำมันหรือนวด
๙๑. ห้ามให้นางสิกขามานาทาน้ำมันหรือนวด
๙๒. ห้ามให้สามเณรีทาน้ำมันหรือนวด
๙๓.ห้ามให้นางคหินีทาน้ำมันหรือนวด
๙๔.ห้ามนั่งหน้าภิกษุโดยไม่บอกก่อน
๙๕.ห้ามถามปัญหาภิกษุโดยไม่ขอโอกาส
๙๖.ห้ามเข้าบ้านโดยไม่ใช้ผ้ารัดหรือผ้าโอบ
๙๗.ห้ามพูดปด
๙๘.ห้ามด่า
๙๙.ห้ามพูดส่อเสียด
๑๐๐.ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับผู้ไม่ได้บวชในขณะสอน
๑๐๑.ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบัน(ผู้ไม่ใช้ภิกษุณี)เกิน ๓ คืน
๑๐๒.ห้ามนอนร่วมกับผู้หญิง
๑๐๓.ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิง
๑๐๔.ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่ผู้มิได้บวช
๑๐๕.ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่ผู้มิได้บวช
๑๐๖.ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด
๑๐๗.ห้ามทำลายต้นไม้
๑๐๘.ห้ามพูดเฉไฉเมื่อถูกสอบสวน
๑๐๙.ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์โดยชอบ
๑๑๐.ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
๑๑๑.ห้ามปล่อยที่นอนไว้ ไม่เก็บงำ
๑๑๒.ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน
๑๑๓.ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์
๑๑๔.ห้ามนั่งนอนทับเตียงหรือตั่งที่อยู่ชั้นบน
๑๑๕.ห้ามพอกหลังคาวิหารเกิน ๓ ชั้น
๑๑๖.ห้ามเอาน้ำมีสัตว์รดหญ้าหรือดิน
๑๑๗.ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน ๓ มื้อ
๑๑๘.ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม
๑๑๙.ห้ามรับบิณฑบาตเกิน ๓ บาตร
๑๒๐.ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล
๑๒๑.ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน
๑๒๒.ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน
๑๒๓.ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ
๑๒๔.ห้ามเข้าไปแทรกแซงในสกุลที่มีคน ๒ คน
๑๒๕.ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับมาตุคาม (ผู้หญิง)
๑๒๖.ห้ามนั่งในที่ลับ (หู) สองต่อสองกับมาตุคาม
๑๒๗.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลา
๑๒๘.ห้ามขอของเกินกำหนดเวลาที่เขาอนุญาตไว้
๑๒๙.ห้ามไปดูกองทัพที่ยกไป
๑๓๐.ห้ามพักอยู่ในกองทัพเกิน ๓ คืน
๑๓๑.ห้ามดูเขารบกันเป็นต้น เมื่อไปในกองทัพ
๑๓๒.ห้ามดื่มสุราเมรัย
๑๓๓.ห้ามจี้ภิกษุ
๑๓๔.ห้ามว่ายน้ำเล่น
๑๓๕.ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย
๑๓๖.ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว
๑๓๗.ห้ามติดไฟเพื่อผิง
๑๓๘.ห้ามอาบน้ำบ่อยๆ เว้นแต่มีเหตุ
๑๓๙.ให้ทำเครื่องหมายเครื่องนุ่งห่ม
๑๔๐.วิกัปจีวรไว้แล้ว (ทำให้เป็นสองเจ้าของ-ให้ยืมใช้) จะใช้ต้องถอนก่อน
๑๔๑.ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น
๑๔๒.ห้ามฆ่าสัตว์
๑๔๓.ห้ามใช้น้ำมีตัวสัตว์
๑๔๔.ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ (คดีความ-ข้อโต้เถียง) ที่ชำระเป็นธรรมแล้ว
๑๔๕.ห้ามชวนพ่อค้าผู้หนีภาษีเดินทางร่วมกัน
๑๔๖.ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย (ภิกษุอื่นห้ามและสวดประกาศเกิน ๓ ครั้ง)
๑๔๗.ห้ามคบภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
๑๔๘.ห้ามคบสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
๑๔๙.ห้ามพูดไถลเมื่อทำผิดแล้ว
๑๕๐.ห้ามกล่าวติเตียนสิกขาบท
๑๕๑.ห้ามพูดแก้ตัวว่า เพิ่งรู้ว่ามีในปาฏิโมกข์
๑๕๒.ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ
๑๕๓.ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ
๑๕๔.ห้ามโจทภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล
๑๕๕.ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น
๑๕๖.ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน
๑๕๗.ให้ฉันทะแล้วห้ามพูดติเตียน
๑๕๘.ขณะกำลังประชุมสงฆ์ ห้ามลุกไปโดยไม่ให้ฉันทะ
๑๕๙.ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้ว ห้ามติเตียนภายหลัง
๑๖๐.ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล
๑๖๑.ห้ามเก็บของมีค่าที่ตกอยู่
๑๖๒.ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์
๑๖๓.ห้ามทำเตียง ตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ
๑๖๔.ห้ามทำเตียง ตั่งที่หุ้มด้วยนุ่น
๑๖๕.ห้ามทำผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ
๑๖๖.ห้ามทำจีวรมีขนาดเกินประมาณ

ปาฏิเทสนียะ ๘ ข้อห้ามขอโภชนะประณีต ๘ อย่าง

๑. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค เนยใส
๒. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค น้ำมัน
๓. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค น้ำผึ้ง
๔. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค น้ำอ้อย
๕. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค ปลา
๖. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภคเนื้อ
๗. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค นม
๘. นางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ห้ามขอบริโภค นมสด

๐ สารูป มี ๒๖ ข้อได้แก่

๑. นุ่งให้เป็นปริมณฑล (ล่างปิดเข่า บนปิดสะดือไม่ห้อยหน้าห้อยหลัง)
๒. ห่มให้เป็นปริมณฑล (ให้ชายผ้าเสมอกัน)
๓. ปกปิดกายด้วยดีไปในบ้าน
๔. ปกปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน
๕. สำรวมด้วยดีไปในบ้าน
๖. สำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน
๗. มีสายตาทอดลงไปในบ้าน (ตาไม่มองโน่นมองนี่)
๘. มีสายตาทอดลงนั่งในบ้าน
๙. ไม่เวิกผ้าไปในบ้าน
๑๐. ไม่เวิกผ้านั่งในบ้าน
๑๑. ไม่หัวเราะดังไปในบ้าน
๑๒. ไม่หัวเราะดังนั่งในบ้าน
๑๓. ไม่พูดเสียงดังไปในบ้าน
๑๔. ไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน
๑๕. ไม่โคลงกายไปในบ้าน
๑๖. ไม่โคลงกายนั่งในบ้าน
๑๗. ไม่ไกวแขนไปในบ้าน
๑๘. ไม่ไกวแขนนั่งในบ้าน
๑๙. ไม่สั่นศีรษะไปในบ้าน
๒๐. ไม่สั่นศีรษะนั่งในบ้าน
๒๑. ไม่เอามือค้ำกายไปในบ้าน
๒๒. ไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน
๒๓. ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะไปในบ้าน
๒๔. ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะนั่งในบ้าน
๒๕. ไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในบ้าน
๒๖. ไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน

๐ โภชนปฏิสังยุตต์ มี ๓๐ ข้อคือหลักในการฉันอาหารได้แก่

๑. รับบิณฑบาตด้วยความเคารพ
๒. ในขณะบิณฑบาต จะแลดูแต่ในบาตร
๓. รับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป)
๔. รับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร
๕. ฉันบิณฑบาตโดยความเคารพ
๖. ในขณะฉันบิณฑบาต และดูแต่ในบาตร
๗. ฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง)
๘. ฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง ไม่ฉันแกงมากเกินไป
๙. ฉันบิณฑบาตไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป
๑๐. ไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยหวังจะได้มาก
๑๑. ไม่ขอเอาแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน หากไม่เจ็บไข้
๑๒. ไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ
๑๓. ไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป
๑๔. ทำคำข้าวให้กลมกล่อม
๑๕. ไม่อ้าปากเมื่อคำข้าวยังมาไม่ถึง
๑๖. ไม่เอามือทั้งมือใส่ปากในขณะฉัน
๑๗. ไม่พูดในขณะที่มีคำข้าวอยู่ในปาก
๑๘. ไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก
๑๙. ไม่ฉันกัดคำข้าว
๒๐. ไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
๒๑. ไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง
๒๒. ไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว
๒๓. ไม่ฉันแลบลิ้น
๒๔. ไม่ฉันดังจับๆ
๒๕. ไม่ฉันดังซูดๆ
๒๖. ไม่ฉันเลียมือ
๒๗. ไม่ฉันเลียบาตร
๒๘. ไม่ฉันเลียริมฝีปาก
๒๙. ไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
๓๐. ไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน

เสขิยะ
๐ ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ มี ๑๖ ข้อคือ

๑. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ
๒. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ
๓. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีของมีคมในมือ
๔. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ
๕. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท่า (รองเท้าไม้)
๖. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า
๗. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน
๘. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน
๙. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า
๑๐. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ
๑๑. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ
๑๒. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนอาสนะ (หรือเครื่องปูนั่ง) โดยภิกษุณีอยู่บนแผ่นดิน
๑๓. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูงกว่าภิกษุณี
๑๔. ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุณียืน
๑๕. ภิกษุณีเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า
๑๖. ภิกษุณีเดินไปนอกทางไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง

๐ ปกิณสถะ มี ๓ ข้อ

๑. ภิกษุณีไม่เป็นไข้ไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
๒. ภิกษุณีไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว (พันธุ์ไม้ใบหญ้าต่างๆ)
๓. ภิกษุณีไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ

๐ อธิกรณสมถะ มี ๗ ข้อได้แก่

๑. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ในที่พร้อมหน้า (บุคคล วัตถุ ธรรม)
๒. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการยกให้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้มีสติ
๓. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยยกประโยชน์ให้ในขณะเป็นบ้า
๔. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือตามคำรับของจำเลย
๕. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
๖. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด
๗. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยให้ประนีประนอมหรือเลิกแล้วกันไป

๏ ข้อห้ามสำหรับการบวชภิกษุณีในแบบธรรมยุต
ห้ามจับปัจจัยที่เป็นเงินเด็ดขาด

สรุปศีลของนางภิกษุณี
ชื่อ ของนางภิกษุณี นำของภิกษุมาใช้ รวม
ปาราชิก ๔ ๔ ๘
สังฆาทิเสส ๑๐ ๗ ๑๗
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๒ ๑๘ ๓๐
ปาจิตตีย์ ๙๖ ๗๐ ๑๖๖
ปาฏิเทสนียะ ๘ - ๘
เสขิยะ - ๗๕ ๗๕
อธิกรณสมถะ - ๗ ๗
รวมทั้งสิ้น ๑๓๐ + ๑๘๑ = ๓๑๑
 
ที่มา: เว็บไซต์ ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12647
 
ศีล  ๒๒๗  ข้อ

             วินัยส่วนที่เป็นบทบัญญัติ

             ๑. ปาราชิก  ๔

 ปาราชิก แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ คือ พ่ายแพ้ต่ออุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนา เป็นความผิดขั้นขาดจากความเป็นพระทันทีไม่ต้องรอให้มีการตัดสินทำความผิดเอง รู้เอง แม้ยังนุ่งห่มอย่างพระคุณค่าของความเป็นพระก็ไม่เกิดขึ้น เหมือนตอไม้ที่ตายแล้ว

 

  • ๑. ห้ามเสพเมถุน หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่ากับคนหรือสัตว์ ทั้งที่มีชีวิตหรือตายแล้ว
  • ๒. ห้ามลักทรัพย์ ตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป (ท่านตีค่าเท่ากับทองคำหนัก ๒๐ เมล็ดข้าวเปลือก)
  • ๓. ห้ามฆ่าคน โดยที่สุดแม้การทำให้แท้ง
  • ๔. ห้ามอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน(คืออวดคุณวิเศษ เช่น มรรค ผล นิพพาน ฌานสมาบัติ เป็นต้น)

 

             ๒. สังฆาทิเสส ๑๓

             ความผิดขั้นที่ฝึกใจเสียใหม่ด้วย การอยู่ปริวาสกรรมตามมติสงฆ์เพื่อลดทิฐิมานะ ประจานความผิดตัวเองด้วยการกราบไหว้สงฆ์แม้บวชทีหลังและบอกความผิดให้สงฆ์ ทราบ

  • ๑ ห้ามทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน ด้วยความจงใจ
  • ๒ ห้ามจับต้องเคล้าคลึงลูบคลำกายหญิง ด้วยความจงใจ
  • ๓ ห้ามพูดเกี้ยวหญิง
  • ๔ ห้ามพูดหลอกล่อหญิงให้บำเรอตนด้วยกาม
  • ๕ ห้ามพูดชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน
  • ๖ ห้ามสร้างกุฏิแก่ตนเกินขนาด กว้าง ๗ คืบ ยาว ๑๒ คืบพระสุคต (สุคต คือ มาตราวัดตามเกณฑ์ของพระสุคต คือ พระพุทธเจ้า
  • ๗ ห้ามสร้างกุฏิแม้มีผู้สร้างให้โดยที่สงฆ์ไม่ได้แสดงที่ให้ก่อน
  • ๘ ห้ามโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูล
  • ๙ ห้ามแต่งเรื่องโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก
  • ๑๐ ห้ามทำให้สงฆ์แตกจากกัน (สังฆเภท)
  • ๑๑ ห้ามเข้าเป็นพวก กับผู้ที่ทำให้สงฆ์แตกจากกัน
  • ๑๒ ห้ามเป็นคนหัวดื้อว่ายาก สอนยาก
  • ๑๓ ห้ามประพฤติตนเลวทรามประจบประแจงคฤหัสถ์

            ๓.  อนิยตะ ๒

            ความผิดที่โทษยังไม่แน่นอน ต้องสอบสวนก่อนจึงปรับอาบัติได้ อนิยตะนี้อาจปรับปาราชิกก็ได้ สังฆาทิเสสก็ได้ หรือปาจิตตีย์ก็ได้แล้วแต่ผลของการสอบสวน

  • ๑ ห้ามนั่งในที่ลับตาสองต่อสองกับหญิง
  • ๒ ห้ามนั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับหญิง

             ๔.นิสสัคคียปาจิตตีย์(1) ๓๐

              ความผิดขั้นสำนึกเสียใจและรับปากว่าจะไม่ทำเช่น นั้นอีกสิ่งของที่ได้มาเพราะอาบัตินั้นต้องสละเสียแล้วแสดงอาบัติเพื่อเตือน สติตนเองทำให้ถูกต้องตามพระวินัยข้อนั้นๆ คือ ภิกษุต้องอาบัติเพราะสิ่งใด ต้องสละสิ่งนั้นจึงจะปลงอาบัติได้ 

 

จีวรวรรคที่ ๑ มี ๑๐ ประการ

  • ๑ ห้ามเก็บจีวรที่ไม่ได้ทำเป็นสองเจ้าของ(วิกัปป์)ไว้นานเกิน ๑๐วัน
  • ๒ ห้ามอยู่โดยไม่มีไตรจีวรครบ ๓ ผืน แม้คืนหนึ่ง เว้นแต่สงฆ์อนุญาต
  • ๓ ห้ามเก็บผ้าที่ไม่ได้ทำให้เป็นสองเจ้าของ ไว้ทำจีวรนานเกินกว่า ๑ เดือน
  • ๔ ห้ามใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ซักจีวรให้ตน
  • ๕ ห้ามรับจีวรจากภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ยกเว้นแลก เปลี่ยนกัน
  • ๖ ห้ามขอจีวรจากคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่เขาปวารณาไว้
  • ๗ เมื่อจีวรถูกชิงหรือหายไป ห้ามรับจีวรจากผู้ปวารณาเกินกว่าที่จำเป็น และที่เขากำหนดไว้
  • ๘ ห้ามแนะนำให้เขาซื้อจีวรดีกว่าที่เขาตั้งใจจะถวาย
  • ๙ ห้ามแนะนำให้เขารวบรวมทรัพย์ซื้อจีวรอย่างดีเพื่อตนผู้เดียวซึ่งแต่เดิมเขาตั้งใจจะซื้ออย่างถูกหน่อยเพื่อถวายภิกษุอื่นด้วย
  • ๑๐ ห้ามทวงจีวรจากผู้เก็บเงินที่ผู้อื่นฝากไว้เป็นค่าจีวรเกิน ๓ ครั้ง หรือ ไปยืนให้เขาเห็นเกิน ๖ ครั้ง

 

โกสิยวรรคที่  ๒  มี ๑๐ ประการ

  • ๑ ห้ามหล่อ(ถัก)เครื่องปูนั่งด้วยขนเจียมเจือด้วยไหม
  • ๒ ห้ามหล่อ(ถัก)เครื่องปูนั่งด้วยขนเจียมสีดำล้วน
  • ๓ ห้ามใช้ขนเจียมดำเกิน ๒ ใน ๔ ส่วน หล่อเครื่องปูนั่ง
  • ๔ ห้ามหล่อ(ถัก)เครื่องปูนั่งใหม่ถ้าของเก่ายังใช้ได้ไม่ถึง ๖ ปี
  • ๕ ห้ามหล่อ(ถัก)เครื่องปูนั่งใหม่โดยไม่ปนขนเจียมที่ตัดโดยรอบ1คืบจากเครื่องปูนั่งเก่า
  • ๖ ห้ามนำขนเจียมที่มิได้มีใครถวาย ติดตัวไปเกินกว่า ๓ โยชน์
  • ๗ ห้ามใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ช่วยทำอาสนะปูนั่ง
  • ๘ ห้ามรับเงินทองทั้งรับเองหรือให้ผู้อื่นรับเพื่อตน
  • ๙ ห้ามทำธุรกิจซื้อขายด้วยทองและเงิน
  • ๑๐ ห้ามแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคฤหัสถ์ด้วยเงิน

 

ปัตตวรรคที่ ๓  มี ๑๐ ประการ

  • ๑. ห้ามเก็บบาตรเกิน ๑ ลูก ไว้เกิน ๑๐ วัน
  • ๒. ห้ามขอบาตรในเมื่อบาตรที่ใช้อยู่ แตกเป็นแผลกว้างไม่เกิน ๕ แห่ง (๑๐นิ้ว)
  • ๓. ห้ามเก็บเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ไว้ฉันเกิน ๗ วัน
  • ๔. ห้ามแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนเกิน ๑ เดือน และ ทำผ้านุ่งเกิน ๑๕ วันก่อนวันเข้าพรรษา
  • ๕. ห้ามชิงจีวรที่ได้ให้แก่ภิกษุอื่นคืน
  • ๖. ห้ามขอด้ายจากคฤหัสถ์ผู้มิใช่ญาติและไม่ได้ปวารณาเพื่อให้ช่างทอเป็นจีวร
  • ๗. ห้ามสั่งช่างทอจีวรเพื่อตนให้ดีขึ้น เว้นแต่เป็นญาติและปวารณา
  • ๘. ห้ามเก็บผ้าจำนำพรรษาไว้เกินกำหนด
  • ๙. ห้ามภิกษุผู้อยู่ป่าเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน ๖ คืน
  • ๑๐. ห้ามน้อมลาภของสงฆ์มาเพื่อตน

 

             ๕. ปาจิตตีย์ ๙๒

              ความผิดขั้นสำนึกเสียใจและรับปากว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก แล้วกระทำให้ถูกต้องด้วยแสดงอาบัติ

 

มุสาวาทวรรคที่ ๑ มี ๑๐ ประการ

•๑  ห้ามพูดปด

  • ๒ ห้ามด่าภิกษุรูปอื่น
  • ๓ ห้ามพูดยุยงส่อเสียดภิกษุ
  • ๔ ห้ามกล่าวสอนธรรมด้วยการออกเสียงพร้อมกันกับผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ

•๕  ห้ามนอนในที่มุง ที่บังเดียวกันกับผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุเกิน ๓ คืน

•๖  ห้ามนอนในที่มุงที่บังเดียวกันกับผู้หญิง แม้คืนเดียว

  • ๗ ห้ามพูดสองต่อสองกับหญิงเกิน ๖ คำเว้นแต่มีผู้ชายรู้เดียงสาอยู่ด้วย
  • ๘ ห้ามพูดอวดอุตริมนุสสธรรม (คืออวดคุณวิเศษ เช่น มรรค ผล นิพพาน ฌานสมาบัติ เป็นต้น) ที่แม้ตนมีอยู่จริงแก่ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ
  • ๙ ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุทราบ (ซึ่งเท่ากับเป็นการประจารคณะสงฆ์
  • ๑๐ ห้ามขุดดินหรือใช้ผู้อื่นขุด

 

ภูตคามวรรค ๒  มี ๑๐ ประการ

  • ๑ ห้ามตัดทำลายต้นไม้
  • ๒ ห้ามพูดกลบเกลื่อนหรือนิ่งเฉยเสียเมื่อถูกสงฆ์สอบสวนความผิด
  • ๓ ห้ามติเตียนภิกษุเจ้าหน้าที่ผู้ทำการสงฆ์โดยชอบ
  • ๔ ห้ามทิ้งเตียง ตั่ง ฟูก เก้าอี้ ของสงฆ์ที่ตนนำมาใช้ไว้กลางแจ้ง โดยไม่เก็บให้เรียบร้อย
  • ๕ ห้ามทิ้งที่ปูนอนของสงฆ์ที่ตนนำมาใช้โดยไม่เก็บให้เรียบร้อย
  • ๖ ห้ามแกล้งนอนเบียดภิกษุอื่นด้วยหวังให้ท่านนั้นย้ายหนีไป
  • ๗ ห้ามขับไล่ภิกษุอื่นออกจากกุฏิสงฆ์ด้วยความโกรธเคือง
  • ๘ ห้ามนั่งหรือนอนบนเตียง ตั่ง ที่ไม่แข็งแรง
  • ๙ ห้ามโบกฉาบกุฏิด้วยดินหรือปูน เกิน ๓ ชั้น
  • ๑๐ ห้ามเทน้ำที่รู้ว่ามีตัวสัตว์ รดหญ้าหรือดิน

 

โอวาทวรรคที่ ๓  มี ๑๐  ประการ

  • ๑ ห้ามสอนภิกษุณีโดยไม่ได้รับมอบหมายจากสงฆ์
  • ๒ ห้ามสอนภิกษุณีตั้งแต่อาทิตย์ตกดินไปแล้ว
  • ๓ ห้ามเข้าไปสอนภิกษุณีถึงในที่อยู่เว้นแต่ภิกษุณีเจ็บป่วย
  • ๔ ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำหน้าที่สอนภิกษุณีว่าทำไปเพราะเห็นแก่ลาภ
  • ๕ ห้ามให้จีวรแก่ภิกษุณีที่มิใช่ญาติเว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน
  • ๖ ห้ามเย็บจีวรหรือใช้คนอื่นเย็บให้ภิกษุณีที่มิใช่ญาติ
  • ๗ ห้ามเดินทางไกลร่วมกับภิกษุณีเว้นแต่ทางมีอันตราย
  • ๘ ห้ามลงเรือลำเดียวกับภิกษุณีเว้นแต่ข้ามฟาก
  • ๙ ห้ามฉันอาหารบิณฑบาตที่ภิกษุณีไปแนะนำให้เขาถวาย
  • ๑๐ ห้ามอยู่ในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี

 

โภชนวรรคที่ ๔ มี ๑๐ ประการ

  • ๑ ห้ามฉันอาหารในโรงทานเกินกว่า ๑ วัน โดยไม่ออกบิณฑบาต เว้นแต่ป่วย
  • ๒ ห้ามภิกษุร่วมกันฉันอาหารที่ออกปากขอมาจากชาวบ้าน ที่ออกชื่อ ๕อย่าง ได้แก่ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้งปลา เนื้อ
  • ๓ ห้ามทิ้งนิมนต์ที่รับไว้แล้วไปฉันอาหารที่อื่น
  • ๔ ห้ามรับบิณฑบาตมากเกินกว่า ๓ บาตร
  • ๕ ห้ามภิกษุฉันอาหารของคนอื่นเมื่อกล่าวว่าพอแล้วหรือลุกจากที่ไปแล้วเว้นแต่อาหารที่เป็นเดนภิกษุไข้
  • ๖ ห้ามแกล้งล่อภิกษุให้ฉันอาหาร ที่ไม่ได้เป็นเดนภิกษุไข้
  • ๗ ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล(เลยเที่ยงวันไปแล้ว)
  • ๘ ห้ามฉันอาหารที่รับประเคนแล้วเก็บไว้ค้างคืน
  • ๙ ห้ามขออาหารอย่างดีจากผู้ที่มิใช่ญาติเพื่อให้ตนฉัน เว้นแต่เขาได้ปวารณาไว้
  • ๑๐ ห้ามฉันอาหารที่ไม่ได้รับประเคน เว้นน้ำฉันได้

 

อเจลกวรรคที่ ๕ มี๑ ๐ ประการ

  • ๑ ห้ามให้อาหารแก่นักบวชนอกศาสนาด้วยมือของตนเอง
  • ๒ ห้ามไล่ภิกษุที่ตนชวนไปบิณฑบาตด้วยกันให้กลับก่อน
  • ๓ ห้ามนั่งแทรกหญิงระหว่างชายผู้กำลังมีราคะต่อกัน
  • ๔ ห้ามอยู่ในห้องสองต่อสองกับหญิง
  • ๕ ห้ามอยู่ในที่ลับหู แม้เป็นที่แจ้งสองต่อสองกับหญิง
  • ๖ ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นโดยไม่ได้บอกลาภิกษุที่อยู่ในวัด
  • ๗ ห้ามขอปัจจัย ๔ เกินกำหนดที่เขาปวารณาไว้
  • ๘ ห้ามไปดูกระบวนทัพที่เขายกไปเพื่อรบกัน
  • ๙ ห้ามพักในกองทัพเกิน ๓ คืน
  • ๑๐ ห้ามเที่ยวดูเขาซ้อมรบกันระหว่างพักอยู่ในกองทัพ

 

สุราปานวรรคที่ ๖ มี ๑๐ ประการ

  • ๑ ห้ามดื่มสุราและเมรัย
  • ๒ ห้ามเล่นจี้ภิกษุให้หัวเราะ
  • ๓ ห้ามว่ายน้ำเล่น
  • ๔ ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อต่อวินัย
  • ๕ ห้ามเล่นหลอกภิกษุอื่นให้ตกใจกลัวผี
  • ๖ ห้ามก่อไฟ หรือใช้ให้คนอื่นก่อไฟผิง เว้นไว้แต่ไม่สบาย
  • ๗ ห้ามอาบน้ำบ่อย เว้นแต่มีเหตุผล
  • ๘ ห้ามนุ่งจีวรใหม่ที่ยังมิได้ทำเครื่องหมาย(ยังไม่ได้ทำพินทุ)
  • ๙ ห้ามใช้จีวรที่ยังมิได้ทำการยกเลิก การเป็นของสองเจ้าของ
  • ๑๐ ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น

 

สัปปาณวรรคที่ ๗ มี ๑๐ ประการ

  • ๑ ห้ามฆ่าสัตว์
  • ๒ ห้ามใช้น้ำที่รู้ว่ามีตัวสัตว์อยู่
  • ๓ ห้ามรื้อฟื้นความอันสงฆ์ตัดสินโดยชอบแล้วขึ้นมาใหม่อีก
  • ๔ ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น
  • ๕ ห้ามบวชกุลบุตรที่อายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
  • ๖ ห้ามเดินทางร่วมกับพ่อค้าที่ขนของหนีภาษี
  • ๗ ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน
  • ๘ ห้ามกล่าวค้านพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
  • ๙ ห้ามคบหาภิกษุ ผู้กล่าวค้านพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกสงฆ์ลงโทษ
  • ๑๐ ห้ามรับสามเณร ผู้กล่าวค้านพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกสงฆ์ลงโทษไปอยู่ด้วย

 

สหธรรมมิกวรรคที่ ๘ มี ๑๒ ประการ

  • ๑ ห้ามพูดกลบเกลื่อนความผิด โดยอ้างว่า ยังไม่รู้วินัยข้อนี้
  • ๒ ห้ามแกล้งภิกษุผู้ท่องปาติโมกข์อยู่ให้คลายความอุตสาหะในการท่อง
  • ๓ ห้ามพูดแก้ตัวว่าเพิ่งรู้ว่าความผิดข้อนี้มีในปาติโมกข์
  • ๔ ห้ามโกรธทำร้ายร่างกายภิกษุอื่น
  • ๕ ห้ามโกรธทำท่าเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุอื่น
  • ๖ ห้ามกล่าวหาภิกษุอื่นด้วยอาบัติสังฆาทิเสสโดยไม่มีมูล
  • ๗ ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น
  • ๘ ห้ามแอบฟังภิกษุทะเลาะกันเพื่อต้องการรู้ว่าเขานินทาตนหรือพวกพร้องตนหรือเปล่า
  • ๙ ห้ามติเตียนสงฆ์ผู้ได้รับฉันทะให้ทำสังฆกรรมโดยชอบแล้ว
  • ๑๐ ห้ามออกจากที่ประชุมสงฆ์ในขณะที่ตัดสินความยังไม่เสร็จ โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ๑๑ ห้ามติเตียนภายหลังเมื่อสงฆ์พร้อมใจกันมอบจีวรแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้ว
  • ๑๒ ห้ามนำลาภสักการะที่เขาถวายสงฆ์ไว้เป็นของส่วนกลางมาเพื่อคนใดคนหนึ่ง

 

รตนวรรคที่ ๙  มี ๑๐ ประการ

  • ๑ ห้ามเข้าตำหนักในของพระราชา
  • ๒ ห้ามเก็บของมีค่าที่ตกอยู่มาเป็นของตน เว้นไว้แต่ของที่ตกในวัด ต้องเก็บคืนเจ้าของ
  • ๓ ห้ามเข้าบ้านในเวลาวิกาล โดยไม่บอกภิกษุอื่นให้ทราบ เว้นแต่มีกิจรีบด่วน
  • ๔ ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งาและ เขาสัตว์อวดกัน
  • ๕ ห้ามทำเตียง ตั่ง สูงกว่า ๘ นิ้ว พระสุคต
  • ๖ ห้ามทำเตียง ตั่ง หุ้มด้วยนุ่น
  • ๗ ห้ามทำผ้าปูนั่งมีขนาดเกินประมาณ (ประมาณ ๑.๕x๒ คืบพระสุคต(3))
  • ๘ ห้ามทำผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ (ประมาณ ๒x๔ คืบพระสุคต)
  • ๙ ห้ามทำผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินประมาณ (ประมาณ ๒.๕x๖ คืบพระสุคต)
  • ๑๐ ห้ามทำจีวรมีขนาดเกินประมาณ (ประมาณ ๖x๙ คืบพระสุคต)

 

             ๖. ปาฏิเทสนียะ ๔

              ปาฏิเทสนียะ แปลว่า อาบัติที่ต้องแสดงคืน เป็นความผิดขั้นสำนึกผิดและรับปากว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก

 

  • ๑ ห้ามรับของเคี้ยวของฉันต่อจากมือภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ
  • ๒ ห้ามรับสิ่งของที่ภิกษุณีสั่งให้เขาถวาย
  • ๓ ห้ามรับอาหาร ในสกุลที่สงฆ์บอกเว้นไว้
  • ๔ ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อน

 

             ๗. เสขิยวัตร ๗๕

             เสขิยวัตร หมายถึง มารยาททางสังคมของภิกษุ เป็นธรรมเนียม ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับมารยาทอันควรแก่สมณสารูปที่ภิกษุจะต้องศึกษา ฝึกฝนปฏิบัติตามให้ได้ เสขิยวัตรนี้ไม่ได้มีการปรับอาบัติไว้โดยตรงเพียงแต่ทรงวางไว้เป็นแบบแผนให้ ภิกษุได้ศึกษาและปฏิบัติ อาจารย์ในหนหลังให้ปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุที่ไม่เอื้อเฟื้อปฏิบัติตามเสขิย วัตร

สารูปหมวดที่ ๑ มี ๒๖ ประการ

ว่าด้วยกิริยามารยาทการเข้าไปสังคม

  • ๑ นุ่งจีวรให้เรียบร้อย
  • ๒ ห่มจีวรให้เรียบร้อย

_______________________________________

(1) นิสสัคียปาจิตตีย์ แปลว่า  ต้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะสิ่งของที่จะต้องสละ   

(2)  คำว่า ญาติ ตามพระวินัยระบุไว้มี ๗ ชั่วโคตร ดังนี้  (๑) ปู่ทวด  ย่าทวด  ตาทวด ยายาทวด (๒) ปู่  ย่า  ตา ยาย  (๓) พ่อ แม่       (๔) ตัวเราเอง (๕) ลูกๆ  (๖) หลาน  (๗) เหลน 

คำว่า  ปวารณา  คือ  ผู้ที่ได้ออกปากปวารณาไว้ว่า  ถ้าอยากได้ขงองสิ่งใดที่สมควรแก่สมณวิสัยก็ให้บอก 

ภิกษุออกปากขอจากญาติทั้ง ๗ ชั่วโคตร และผู้ที่ปวารณาไว้ ไม่เป็นอาบัติ

(3)  คืบพระสุคต  คือ  ชื่อมาตราวัดสมัยพุทธกาล

 

ที่มา: เว็บจริยธรรมดอทคอม http://www.jariyatam.com/th/precept-/precept-227/207-2009-07-02-01-14-42

ศีล 10 ของสามเณร

posted on 30 Apr 2012 14:06 by unasaturno
    1. ปาณาติปาตา เวรมณี = เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า
    2. อทินนาทานา เวรมณี = เว้นจากการลัก ,ฉ้อ ของผู้อื่นด้วยตนเอง และไม่ใช่ให้ผู้อื่นลัก ฉ้อ
    3. อพฺรหฺมจริยา เวรมณี = เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
    4. มุสาวาทา เวรมณี = เว้นจากการพูดเท็จ คำไม่เป็นจริง และคำล่อลวง อำพรางผู้อื่น
    5. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี= เว้นจากการดื่มสุรา เมรัย เครื่องดองของทำใจให้คลั่งไคล้ต่างๆ
    6. วิกาลโภชนา เวรมณี = เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
    7. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี= เว้นจากพูด ฟัง ฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล
    8. มาลาคนฺธวิเลปน ธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี = เว้นจากการทัดทรงดอก การใช้ของหอมเครื่องประทินผิว
    9. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี = เว้นจากนั่ง นอน เหนือเตียง ตั่ง มีเท้าสูงเกินประมาณ และที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในใส่นุ่นและสำลี อาสนะอันวิจิตรไปด้วยลดลายงามด้วยเงินทองต่าง ๆ
    10. ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี = เว้นจากการรับเงินทอง

    สังเกตุมั้ยคะว่า ตั้งแต่ศีล 8 มา ข้อ 3 จะต่างจากศีล 5 ^^